
ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระมหาบุรุษ นามว่า สุบินกุมาร พระองค์มีพระนามเช่นนี้เพราะทรงฝันเห็นสิ่งอัศจรรย์ตั้งแต่ประสูติ
วันหนึ่งขณะที่พระสุบินกุมารทรงพระเจริญวัยขึ้น ได้ทรงพระสุบินนิมิตอันแปลกประหลาดหลายประการในคืนเดียวกัน:
“ข้าพระองค์เห็นมหาสมุทรทั้งสี่เหือดแห้งไปเหลือเพียงน้ำที่หยดลงมาจากขนหางของสุนัข 4 ขา
ข้าพระองค์เห็นต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าถูกรากไม้เล็กๆ โค่นล้ม
ข้าพระองค์เห็นภูเขาใหญ่ทั้งหลายแตกเป็นจุล
ข้าพระองค์เห็นบัวหลวงที่งามสง่าในสระน้ำถูกโคลนตมสกปรก
ข้าพระองค์เห็นฝูงนกที่มีปีกหักบินไม่ได้
ข้าพระองค์เห็นเสือลายพาดกลอนที่ควรจะเป็นผู้ล่า กลับถูกสุนัขไล่กัด
ข้าพระองค์เห็นควายป่าตัวใหญ่ที่แข็งแรง ถูกลูกโคไล่ขวิด
ข้าพระองค์เห็นไฟที่โชติช่วงชัชวาลดับลง
ข้าพระองค์เห็นม้าพยศที่ควรจะเชื่อง กลับดื้อด้าน
ข้าพระองค์เห็นดอกไม้ที่เบ่งบาน บัดนี้กลับร่วงโรย
ข้าพระองค์เห็นก้อนกรวดอันเล็กนิดเดียว กลับมีน้ำหนักเท่าภูเขา
ข้าพระองค์เห็นดาวฤกษ์มากมายที่ส่องแสงบนท้องฟ้า กลับกลืนหายไปในดวงจันทร์
ข้าพระองค์เห็นเปลือกหอยอันน้อยนิด กลับมีค่าดั่งทองคำ
ข้าพระองค์เห็นต้นกล้วยต้นเดียวกลับแตกหน่อออกผล
ข้าพระองค์เห็นพระอาทิตย์และพระจันทร์โคจรสลับกัน
ข้าพระองค์เห็นน้ำที่เคยใสสะอาด กลับกลายเป็นสีเลือด
ข้าพระองค์เห็นน้ำเต้าลูกใหญ่กลับกลวงโบ๋
ข้าพระองค์เห็นรวงผึ้งที่ควรจะมีน้ำผึ้ง กลับมีแต่ทราย
ข้าพระองค์เห็นปลาตัวใหญ่ที่ควรจะหากินในน้ำ กลับขึ้นมาหากินบนบก
ข้าพระองค์เห็นดวงอาทิตย์ดวงเดียวที่ควรจะให้แสงสว่าง กลับถูกเมฆหมอกบดบัง
ข้าพระองค์เห็นสุนัข 4 ขาที่ควรจะต่ำต้อย กลับได้ครอบครองบัลลังก์
ข้าพระองค์เห็นหญ้าแห้งที่ควรจะไร้ค่า กลับมีค่าดั่งทองคำ”
เมื่อพระสุบินกุมารทรงเล่าความฝันเหล่านี้ให้พระบิดาฟัง พระบิดาทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเชื่อว่าเป็นลางร้าย จึงทรงเรียกประชุมปุโรหิตและโหราจารย์
ปุโรหิตทั้งหลายต่างตีความไปต่างๆ นานา บางคนว่าร้าย บางคนว่าดี แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายความหมายอันแท้จริงได้
พระสุบินกุมารจึงตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ความฝันเหล่านี้ มิใช่ลางร้าย แต่เป็นนิมิตแห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ และเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยของธรรมะในอนาคตอันใกล้”
พระสุบินกุมารทรงอธิบายความหมายของแต่ละฝัน โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การที่สุนัข 4 ขาได้ครอบครองบัลลังก์ หมายถึง การที่คนต่ำต้อยไร้คุณธรรมจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ หรือ การที่ไฟดับ หมายถึง การที่ธรรมะจะเสื่อมสูญ
พระบิดาเมื่อทรงสดับคำอธิบายของพระโอรส ก็ทรงประหลาดพระทัยในพระปรีชาญาณ และทรงตระหนักได้ว่า พระโอรสคือผู้ที่จะนำพาอาณาจักรไปสู่ความสงบสุข
หลังจากนั้น พระสุบินกุมารทรงปกครองเมืองพาราณสีสืบต่อจากพระบิดา ทรงนำพาอาณาประชาราษฎร์ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมะ และทรงป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ได้ด้วยพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศ
— In-Article Ad —
การเห็นนิมิตอันอัศจรรย์ อาจเป็นการบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง หรือเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การมีปัญญาหยั่งรู้ จะช่วยให้สามารถเตรียมรับมือและแก้ไขปัญหาได้
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
113เอกนิบาตอัชชุคชาดก ในอดีตกาล ณ แคว้นกาสี มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า พระเจ้าอัชชุคะ พระองค์ทรงมีพระมเหสีผู้เป็...
💡 การรักษาคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ แต่การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาจะนำพาไปสู่ชัยชนะ
370ปัญจกนิบาตปุราณชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ผู้คนมีจิตใจใฝ่ในธร...
💡 ความโลภ ความโกรธ และความหลง นำมาซึ่งความทุกข์และความพินาศ การรู้จักให้อภัย การแบ่งปัน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
451ทสกนิบาตมหาสุมังคชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรและผู้คนมากมี พระราชาผู้ท...
💡 ความโกรธเปรียบเสมือนไฟที่เผาผลาญทุกสิ่ง แม้แต่ตัวผู้โกรธเอง การควบคุมอารมณ์โทสะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตและการปกครอง
205ทุกนิบาตมหาสุมังคลสูตรณ เมืองพาราณสี อันเป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า 'ม...
💡 การมีจิตใจเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความเสื่อมเสีย
14เอกนิบาตอุกกัฏฐิชาดก ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีรูปงาม นามว่า "อุกกัฏฐิ" อาศัยอยู่ใ...
💡 การให้ย่อมมีค่าแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเจตนา ผู้ให้ที่แท้จริงคือผู้ที่ให้ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ปราศจากความเห็นแก่ตัว และหวังแต่ประโยชน์สุขของผู้อื่น
319จตุกกนิบาตมหาสารทชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ผู้มีรูปโฉมงดงาม มีปัญญ...
💡 ความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่นในยามตกยาก ย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ และอาจนำพามาซึ่งความสุขและความเจริญในชีวิต
— Multiplex Ad —